Categories
Parkpume

เศรษฐศาสตร์ของการล้มรัฐบาล

โดย ภาคภูมิ วาณิชกะ
ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยทั่วไปแล้วคนจำนวนมากมักเข้าใจว่าวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจหรือเรื่องเงินๆทองๆ ที่เต็มไปด้วยตัวเลข สถิติ และสมการยากๆ ซึ่งความเข้าใจนี้ก็ไม่ได้ผิดเสียทีเดียว โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้สนใจวิชานี้เป็นพิเศษหรือไม่ได้ร่ำเรียนมาทางนี้โดยตรง แต่ตามความเป็นจริงแล้วสาระสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก คือเรื่องของประสิทธิภาพ (เศรษฐศาสตร์มีหลายสาขา ซึ่งอาจจะแบ่งแบบหยาบๆได้เป็น 2 แบบคือเศรษฐศาสตร์กระแสหลักและเศรษฐศาสตร์ทางเลือก แต่ที่กล่าวถึงในที่นี้จะหมายถึงเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเท่านั้น) การให้ความสำคัญกับการมีประสิทธิภาพนี้จะเห็นได้ง่ายๆจากนิยามทั่วไปของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่นักเรียนเศรษฐศาสตร์ทุกคนท่องได้นั่นคือ “…การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด…” และในทางเศรษฐศาสตร์ประสิทธิภาพที่ว่านี้จะอธิบายได้ดีที่สุดด้วยภาษาของต้นทุนและกำไร ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถสรุปได้ว่าวิชาเศรษฐศาสตร์หรือการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ก็คือการวิเคราะห์ต้นทุนและกำไรของการดำเนินกิจกรรมใดๆนั่นเอง

ด้วยการที่พูดถึงประสิทธิภาพในภาษาของต้นทุน-กำไรนี้เอง วิชาเศรษฐศาสตร์จึงไม่จำเป็นที่จะต้องจำกัดตนเองอยู่แต่ในเรื่องของเศรษฐกิจเสมอไป นักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหลายคน (บางคนได้รับรางวัลโนเบล) ได้นำเอาแนวคิดแบบเศรษฐศาสตร์ไปอธิบายหรือวิเคราะห์เรื่องอื่นๆที่ไม่ใช่ประเด็นทางเศรษฐกิจและไม่ใช่ “เรื่อง” ของนักเศรษฐศาสตร์มาแล้ว เช่น การแต่งงาน เป็นต้น การ “ข้ามถิ่น” ไปยุ่งกับประเด็นของสาขาวิชาอื่นและสามารถอธิบายได้อย่างมีเหตุผลไม่ว่า “เหตุผล” ที่ว่านั้นจะแย้งกับความรู้สึกของคนทั่วไปเช่นไรก็ตาม ทำให้นักเศรษฐศาสตร์จำนวนหนึ่งเห็นว่าวิชาเศรษฐศาสตร์ “เหนือกว่า” วิชาอื่นๆ (ความเข้าใจเช่นนี้จะแรงกล้าเป็นพิเศษในหมู่นักเศรษฐศาสตร์จากประเทศตะวันตก) แต่อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์หรืออธิบายของนักเศรษฐศาสตร์จอมจุ้นเหล่านี้จะทรงพลังและน่าสนใจเป็นพิเศษในกรณีที่แก่นของเรื่องนั้นๆเกี่ยวกับความสำเร็จ-ความล้มเหลวที่สามารถแปลงให้อยู่ในภาษาของต้นทุน-กำไรได้ ซึ่งการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มุ่งให้เกิดผลสำเร็จบางอย่างไม่ว่าจะเป็นการผลักดันผลประโยชน์ทางการค้าหรือการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นประเด็นหนึ่งที่การวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์ใช้ได้เป็นอย่างดี และนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากได้ใช้แนวคิดต้นทุน-กำไรนี้วิเคราะห์ความเป็นไปการเมืองมาเป็นเวลานานแล้ว

ในการเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เช่น การล้มรัฐบาล การวิเคราะห์แบบเศรษฐศาสตร์จะให้ความสำคัญกับ “ต้นทุน” ที่รัฐบาลต้องจ่ายเพื่อให้ตนเองสามารถคงสถานะของการเป็นรัฐบาลต่อไปได้ ซึ่งในยามปกติต้นทุนของการเป็นรัฐบาลคือสวัสดิการโดยรวมของประชาชนและการไม่มีเรื่องอื้อฉาวที่สาธารณะไม่สามารถยอมรับได้ หากรัฐบาลจ่ายต้นทุนเหล่านี้ได้ก็แน่ใจได้ว่ารัฐบาลจะอยู่จนครบเทอม แต่ในยามที่การต่อสู้ทางการเมืองรุนแรงเป็นพิเศษ เช่น มีกลุ่มคนที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาล การสร้าง “ปัญหาทางการเมือง” ของคนกลุ่มดังกล่าวจะเ พิ่มเข้ามาและแย่งชิงทรัพยากรไปจากการดำเนินงานตามปกติของรัฐบาลและเพิ่มต้นทุนของการเป็นรัฐบาลให้มากขึ้นและอาจเพิ่มขึ้นจนกระทั่งรัฐบาลแบกรับภาระนั้นไม่ไหวและล้มละลายไปในที่สุด กลยุทธ์การเพิ่มต้นทุนเช่นนี้อาจกระทำโดยการขุดคุ้ยเรื่องอื้อฉาวออกมาแฉ การปล่อยข่าวลือ การชุมนุมประท้วง ฯลฯ ซึ่งโดยสาระสำคัญแล้ว กลยุทธ์นี้อาจไม่ได้คาดหวังว่าการชุมนุมประท้วงหรือการปล่อยข่าวลือจะเป็นสาเหตุโดยตรงให้รัฐบาลต้องลาออก แต่การกระทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่องจะทำให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปกป้องตนเอง ซึ่งการปกป้องตนเองนี้จำเป็นต้องใช้ทรัพยากร และการใช้ทรัพยากรต่างๆที่มีอยู่อย่างจำกัดมาจัดการกับปัญหาการเมืองก็เท่ากับว่ารัฐบาลเสียโอกาสในการจัดการกับปัญหาอื่นๆที่สำคัญและเป็นต้นทุนแท้จริงของการเป็นรัฐบาล เช่น ปัญหาทางเศรษฐกิจหรือปัญหาเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ ฯลฯ และเมื่อใดก็ตามที่ต้นทุนค่าเสียโอกาสนี้สูงจนกระทั่งรัฐบาลไม่สามารถจ่ายได้ รัฐบาลก็ย่อมจะล้มละลายไปเองทั้งๆที่ข้อกล่าวหาต่างๆอาจไม่ได้เป็นเป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การเคลื่อนไหวเพื่อโค่นล้มรัฐบาลสำเร็จด้วยการดึงเอาทรัพยากรที่รัฐบาลมีอยู่อย่างจำกัดมา “ละลายน้ำ” กับปัญหาทางการเมืองจนรัฐบาลไม่เหลือทรัพยากรหรือต้นทุนพอที่จะเอามาใช้จ่ายในเรื่องสำคัญอื่นๆที่เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของรัฐบาล

กลยุทธ์เช่นนี้อาจได้ผลดีหรืออาจประสบความสำเร็จถ้าผู้ที่พยายามโค่นล้มรัฐบาลมี “สายป่าน” ที่ยาวพอ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือกลยุทธ์เช่นนี้มีผลข้างเคียงที่สูงมาก ยิ่งทรัพยากรที่รัฐบาลมีอยู่ถูกใช้ไปกับปัญหาทางการเมืองที่ไม่ได้เป็น “Real Sector” ของรัฐบาลมากเท่าใด ประชาชนอื่นที่อยู่นอกวงของความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงทางการเมือง (ซึ่งเป็นคนส่วนมาก) ก็จะยิ่งได้รับผลกระทบมากขึ้นเท่านั้นเพราะปัญหาของพวกเขาไม่ได้รับการแก้ไข และประชาชนส่วนนี้จะถูกบังคับให้กลายเป็นแนวร่วมหรือเครื่องมือของกลุ่มที่พยายามจะโค่นล้มรัฐบาลไปในที่สุด ไม่ว่าพวกเขาจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม

แม้ปัญหาทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นจะหมดไปเมื่อรัฐบาลล้มละลายลงจากการต่อต้านของคนจำนวนมาก (ทั้งที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับกลุ่มที่เป็นแนวร่วมโดยจำเป็น) แต่ปัญหาอื่นจะยังคงอยู่และถูกสะสมมาเป็นระยะเวลาเท่าๆกับเวลาที่ถูกใช้ไปในการโค่นล้มรัฐบาลด้วยวิธีการนี้ ดังนั้น ฝ่ายตรงข้ามที่เข้ามาแทนที่รัฐบาลชุดก่อนก็จะต้องรับ “ผลกรรม” ที่ตนเองก่อไว้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ (ซึ่งก็คือปัญหาพื้นฐานต่างๆที่สะสมมากจากรัฐบาลก่อน) ด้วยเหตุนี้ กลยุทธ์การเพิ่มต้นทุนนี้จึงเป็นกลยุทธ์ที่แม้จะให้ผลดีในระยะสั้น แต่เป็นกลยุทธ์ที่ “ไม่ฉลาด” อย่างยิ่งในระยะยาว เพราะในที่สุดแล้วการเพิ่มต้นทุนให้กับรัฐบาลจะกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนของการเป็นรัฐบาลให้กับตนเองในที่สุด กลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองใดก็ตามที่เลือกใช้วิธีการเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับคนที่ทำลายศัตรูของตนเองด้วยการทำลายตนเองและผู้อื่นไปพร้อมๆกัน

สังคมใดก็ตามที่ตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ควรจะคำนึงถึงต้นทุนรวมที่ตนเองต้องจ่ายให้กับความขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่แน่ว่าจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับสังคมนั้นๆ และควรจะหันมาสนใจความอยู่รอดในระยะยาวด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ไม่มากนักไปในทิศทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับสังคมนั้นอย่างแท้จริง

Categories
Craig Smith

Meaningful Broadband Report

The full text of the “Meaningful Broadband Report” prepared by Craig Smith can be downloaded here.

Categories
philosophy

Lecture Series by Erwin Schadel

Erwin Schadel
Erwin Schadel

This is an open invitation to a series of public lectures by Prof. Dr. Erwin Schadel from Bamberg University, Germany:

28. July: “Dialogue as effective chance for an enriching development of mankind: Some outlines inspired by the pansophy of John Amos Comenius”

29. July: “Do we live in the best of all possible worlds?: Some commentaries on Leibniz’ ‘Monadology’ and ‘Theodicy’

30. July: “The principle of harmony: Ontological elucidations of the basic structures of tonality (with a special reference to Johannes Kepler)

All talks will begin at 13.00 hours and will last for about three hours. The first two talks on 28th and 29th of July will be at Room 708, Boromratchakumari Building, Faculty of Arts, and the last talk on the 30th will be at the Recital Hall, Third Floor, Faculty of Fine Arts at the same time. Prof. Schadel will play the piano as part of his talk on the 30th too.

Erwin Schadel is professor of philosophy at Bamberg University, Germany. He is interested in early modern Western philosophy, especially the thoughts of Liebniz and Comenius. He is also very interested in how music is related with the world and with metaphysics. One of his books is on “Music as a Symbol of the Trinity: An Introduction to the Metaphysics of Harmony” (Musik als Trinitätssymbol. Einführung in die harmonikale Metaphy­sik).

For more information please see

http://www.uni-bamberg.de/?id=29165

Leibniz
Leibniz
John Amos Comenius
John Amos Comenius
Categories
conference

Call for Papers

AP-CAP’10

October 1-2, 2010

( http://www.ia-cap.org/ap-cap10 )
Wellington Institute of Technology, Petone, Wellington, New Zealand
Conference Chair : Soraj Hongladarom
Local Chair : Steve McKinlay

The Asia-Pacific Computing and Philosophy Conference 2010 (AP-CAP 2010) will be held on the campus of Wellington Institute of Technology (WelTec), Petone, Wellington, New Zealand.  AP-CAP 2010 is part of a series of conferences organised by the International Association for Computing and Philosophy. CAP conferences are interdisciplinary by their very nature; we therefore welcome the submission of papers from a wide variety of disciplines at the intersection of philosophy, computer science and information technology as well as related areas in the social sciences.

Keynote Speakers
To be confirmed shortly.

Research Tracks
Whilst there is no specific theme for the conference papers are invited which explore the following ideas and their related disciplines.

  • Information and Computer Ethics
  • Identity, Trust and the Social Networking Phenomenon
  • Virtual Environments
  • Computing, Culture and Society
  • Computer-based Education and Electronic Pedagogy
  • Computational and related Logics
  • Metaphysics (Ontology, etc.)
  • Artificial Intelligence, Mechatronics, Robotics and Autonomous Agents
  • Philosophy of Computer Science
  • Philosophy of Information and Information Technology
  • Intersections

Please note that the above list should not be a limiting factor.

Submissions
Electronic submissions will open shortly.  A link will be provided from the conference website.  IA-CAP is moving towards full paper submissions however please limit submission length to 3000 words and include a 250 word abstract.  IACAP discourages participants from reading their papers to the audience.  The use of PowerPoint or other presentation software is popular.  However, these need not be submitted with your original paper.
Post graduate students (PhD and Masters) are especially encouraged to submit.

AP-CAP’10  Conference Website
http://www.ia-cap.org/ap-cap10

Important Dates

February 2010 Call for papers announced
April 1 Paper submission open
July 16 Deadline for paper submission
August 14 Paper acceptance notification
August 31 Early registration open
October 1 – 2 AP-CAP’10 Conference, WelTec, Wellington, NZ

Questions and Enquiries
Questions  concerning AP-CAP’10 may be addressed to the following;
Soraj Hongladarom  s.hongladarom@gmail.com
Steve McKinlay   stevet.mckinlay@gmail.com

Follow us on Twitter

http://twitter.com/AP_CAP2010

Categories
ethical issues

ประเทศไทยในอีก 15 ปีข้างหน้า

ทุก 4 ปี National Intelligence Council (NIC) ซึ่งเป็นองค์กร“Think Tank” ที่สำคัญองค์กรหนึ่งของสหรัฐฯจะเสนอรายงานซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการคาดการณ์ถึงความเป็นไปของโลกในอีก 15 ปี ข้างหน้า เพื่อช่วยให้ผู้ที่ทำหน้าที่กำหนดนโยบายสามารถมองเห็น “อนาคต” อันจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยในปีนี้ (2009) รายงาน “Global Trends 2025: A Transformed World” ของ NIC ถูกเผยแพร่ออกมาในช่วงเวลาเดียวกันกับรายงาน “The World in 2025: Rising Asia and Socio-Ecological Transition” ที่จัดทำโดย Research Communication Unit ซึ่งเป็นหน่วยงานของ European Commission (EU) ความน่าสนใจของรายงานทั้งสองฉบับนี้อยู่ที่ความพ้องกันในสาระสำคัญของ “ภาพ” หรืออนาคตที่ทั้งสองมหาอำนาจนี้มองเห็น และภาพดังกล่าวควรจะเป็นความน่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยในปัจจุบันที่จมอยู่กับความขัดแย้งทางการเมืองจนละเลยโอกาสหรือภัยคุกคามที่รออยู่ในอนาคต

โลกในอีก 15 ปีข้างหน้าที่ทั้งสหรัฐฯและสหภาพยุโรปมองเห็นจะเป็นโลกที่มีหลายขั้วมากขึ้นจากการเรืองอำนาจขึ้นมาทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในแถบเอเซีย โดยเฉพาะประเทศในกลุ่ม “BRICs” อันประกอบไปด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน ซึ่งมีสาเหตุมาจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการคือ กำไรมหาศาลจากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นและการถ่ายโอนความมั่งคั่งและอำนาจทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการลดต้นทุนการผลิตของอุตสาหกรรมในประเทศตะวันตกด้วยการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศแถบเอซีย โดยมีการประมาณการว่าอัตราส่วน GDP ของประเทศในกลุ่ม BRICs รวมกันต่อ GDP ของทั้งโลกจะเท่ากับอัตราส่วน GDP ของประเทศกลุ่ม G-7 ในช่วงปี 2040-2050 และจีนจะกลายเป็นประเทศที่มีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ที่นำเข้าทรัพยากรธรรมชาติรายใหญ่ที่สุด รวมทั้งเป็นผู้สร้างมลภาวะมากที่สุดภายในปี 2025

ในด้านประชากร จำนวนประชากรโลกในปีค.ศ.2025 จะเพิ่มขึ้น 20% จากปัจจุบัน (จาก 6.5 พันล้านคนเป็น 8 พันล้านคน) ซึ่ง 61% ของจำนวนประชากรโลกทั้งหมดจะอาศัยอยู่ในเอเซีย ในขณะที่(ภายในปีค.ศ. 2025) ประชากรในกลุ่มประเทศยุโรปจะมีจำนวนเพียง 6.1% ของจำนวนประชากรโลกเท่านั้น แต่ในด้านโครงสร้างประชากร กลุ่มประเทศยุโรปกลับมีอัตราประชากรสูงอายุต่อประชากรทั้งหมดสูงที่สุดในโลก (30% ต่อประชากรทั้งหมด) ซึ่งจะทำให้จำนวนประชากรที่อยู่ในวัยทำงานลดลง 50% ในปี 2030 เมื่อเทียบกับปัจจุบัน และการลดลงของจำนวนประชากรที่อยู่ในวัยทำงานนี้จะทำให้ยุโรป (และญี่ปุ่น) ประสบกับปัญหาของการรักษาอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

แต่อย่างไรก็ตาม การเติบโตของเอเซียและของโลกในอีก 15 ปีข้างหน้าจะก่อให้เกิดแรงกดดันต่ออุปทานของพลังงานทั้งในด้านปริมาณการผลิตและปริมาณสำรองเป็นอย่างมาก และแม้ว่าความขาดแคลนนี้จะเป็นแรงผลักดันให้โลกเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานทางเลือก แต่ในขณะเดียวกันก็จะทำให้ประเด็นการแย่งชิงทรัพยากรกลายเป็นประเด็นสำคัญทางการเมืองในระดับนานาชาติเช่นกัน โดยแนวโน้มนี้เห็นได้จากปัญหาการเข้าถึงแร่ธาตุสำคัญที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆของประเทศในยุโรป เนื่องจากปริมาณสำรองกว่า 50% ของแร่เหล่านั้นอยู่ในประเทศกำลังพัฒนาที่ประชากรมีรายได้ต่ำกว่า 10 ดอลล่าร์ต่อวัน ซึ่งมีความเป็นไปได้มากที่ประเทศเหล่านี้จะกีดกันการเข้าถึงแร่ของต่างชาติมากขึ้นเนื่องจากต้องการปกป้องอุตสาหกรรมของตน นอกจากนั้น ความขัดแย้งด้านทรัพยากรยังจะทวีความรุนแรงมากขึ้นจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในด้านเกษตรกรรม น้ำจะกลายเป็นทรัพยากรที่หายากและทวีความสำคัญมากขึ้นอย่างยิ่ง ซึ่งเท่ากับเป็นการซ้ำเติมปัญหาความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ โดยปัญหานี้จะรุนแรงมากในประเทศยากจนที่เกษตรกรรมเป็นแหล่งที่มาของอาหารเพื่อการดำรงชีพของประชากรส่วนใหญ่และมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจ

หากรายงานทั้งสองฉบับนี้ทำนายไว้ถูกต้อง ในอีก 15 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับ (1) การแข่งขันหรือแม้แต่แย่งชิงทรัพยากรสำคัญที่เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วโลกรวมทั้งการแข่งขันภายในประเทศ โดยมีประเทศมหาอำนาจต่างๆเป็นคู่แข่ง (2) ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อการเข้าถึงน้ำสะอาดของประชาชน และโดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นทั้งที่มาของอาหารและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ความล้มเหลวของรัฐบาลในการปกป้องภาคเกษตรกรรมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ประเทศไทยสูญเสียความมั่นคงทางอาหารและเป็นการซ้ำเติมปัญหาความยากจนให้เลวร้ายลงไปกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (3) อัตราส่วนของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ประเทศไทยจะต้องรับผิดชอบสวัสดิการของผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นในอนาคต รวมทั้งปริมาณแรงงานที่มีแนวโน้มลดลงตามโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป (4) แรงกดดันจากการลดลงและการช่วงชิงทรัพยากรที่บังคับให้ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาหรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีในด้านด้านการเกษตรและพลังงานมากขึ้นเพื่อชดเชยและรักษาความมั่นคง รวมทั้งความสามารถในการแข่งขันของประเทศเอาไว้ ในขณะที่สถานะการเป็น “อาณานิคมทางเทคโนโลยี” ของประเทศไทยยังไม่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลง และแม้แต่ในระดับโลกก็ยังไม่มีสัญญาณใดที่จะบ่งบอกว่า “เทคโนโลยีใหม่” ที่จะเป็นความหวังของการแก้ปัญหาทั้งหมดจะเกิดขึ้นภายใน 15 ปีข้างหน้า

ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องตั้งคำถามว่า “ในอีก 15 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะอยู่อย่างไร?” และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ “ตอนนี้เราได้ทำอะไรเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึงหรือยัง?” เพิ่มเติมจากคำถามประเภทที่ว่า “เราจะกำจัดศัตรูทางการเมืองของเราอย่างไร?” ฯลฯ มิฉะนั้นแล้ว ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ชนะ ฝ่ายนั้นจะได้วิกฤตแสนสาหัสเป็นรางวัลในอีก 15 ปีข้างหน้า

– ภาคภูมิ วาณิชกะ
ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Categories
Asia

การบรรยายโดยเอกอัครราชฑูตสหรัฐ

ฝ่ายวิรัชกิจ ขอเชิญชวนคณาจารย์และนิสิตพบปะ ซักถามและพูดคุยกับ

เอกอัครราชทูตอเมริกัน ประจำประเทศไทย

ฯพณฯ Eric G. John

และร่วมรับฟังการบรรยายโดยเอกอัครราชทูตในหัวข้อ

A Productive Partnership: the Current State of U.S.-Thai Relations

ในวันพฤหัสบดีที่ 3 ธันวาคม 2552 เวลา 10.30-12.00 น.

ณ ห้อง 111 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์

Categories
meaningful broadband

Final Program, Meaningful Broadband Forum

Date: 26 November 2009

Time: 8:15 to 12 noon

Place: Sasin Graduate Institute of Business Administration, Chulalongkorn University

8:15 Opening by Prof. Dr. Charas Suwanwela, Chairperson of the Chulalongkorn University Council

Master of Ceremonies, Prof Soraj Hongladarom,  Director of the Center for Ethics of Science and Technology, Chulalongkorn University.

8:25:  Welcome by Alcatel-Lucent representative, in which he expresses support for Meaningful Broadband.

8:40 Introduction of Keynote and keynote by Khun Supachai Chearavanont,  President and CEO of True Corp, and Rotating Chairman of Meaningful Broadband Working Group (composed of CEOs of AIS, DTAC, TOT, CAT and NTC, represented by Prof Prasit and Prof Sethapong)

9:15-9:30 questions to K. Supachai from audience.

9:30-10:00  Presentation of the Meaningful Broadband Framework.  Prof. Craig Warren Smith, Director, Meaningful Broadband Working Group Secretariat,  Center for Ethics of Science and Technology,  Chulalongkorn University

10:00-10:30 Interactive discussion with comments by invited by key individuals (NTC Commissioners, World Bank-Thailand lead economist),  Permanent Secretary of Ministry of Finance,  UNESCAP ICT Director, Thai Chamber of Commerce ICT Committee Chair,  Foreign Chambers of Commerce ICT Committee Chair,  key interdisciplinary professors of Chula,  ITU Asia Pacific director,  ICT Ministry representative.

10:30-11 -Interactive exercise for entire audience at tables

11:00-11:15 Conclusions and next steps.

11:30 Media briefing.  Announcements and Q&A from key principals.

Language: Thai (English when speakers are not Thai)

Registration: Everyone is invited. Please register by giving your name and email address at the comment box below. Or call 02 218 4761. Thank you.

Click here for the flyer of the event.

Categories
Craig Smith

Meaningful Broadband Forum

The Meaningful Broadband Forum is now rescheduled on November 26, 2009 from 8:30 am to 12 noon at the Sasin Business School, Chulalongkorn University. The public is cordiallyinvited. More details will be posted later.

 

Categories
Uncategorized

Meaningful Broadband Forum Event Postponed

Dear all,

This is an urgent announcement. The Meaningful Broadband Forum that has been originally scheduled on October 28 (tomorrow) will be postponed. The new date and time will be announced as soon as these are available. I am very sorry for the inconveniences.

Best wishes,
Soraj

Categories
conference

Call for Papers – CATaC 2010

diffusion 2.0: computing, mobility, and the next generations

The biennial CATaC conference series provides a premier international forum for current research on how diverse cultural attitudes shape the implementation and use of information and communication technologies (ICTs). The conference series brings together scholars from around the globe who provide diverse perspectives, both in terms of the specific culture(s) they highlight in their presentations and discussions, and in terms of the discipline(s) through which they approach the conference theme.

CATaC’10 will take place at The University of British ColumbiaVancouver, Canada.

Original full papers (especially those which connect theoretical frameworks with specific examples of cultural values and practices) and short papers (e.g. describing current research projects and preliminary results) are invited.Topics of particular interest include but are not limited to:

  • Mobile technologies in developing countries
  • New layers of imaging and texting interactions fostering and/or threatening cultural diversity
  • Theoretical and practical approaches to analyzing “culture”
  • Impact of mobile technologies on privacy and surveillance
  • Gender, sexuality and identity issues in social networks
  • Cultural diversity in e-learning and/or m-learning

Both short (3-5 pages) and long (10-15 pages) original papers are sought. See submissions for information about submitting papers and formatting guidelines.

You may purchase the conference proceedings from previous conferences from www.catacconference.org.